วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

คุณธรรมของผู้นำตามคำสอนในพระพุทธศาสนาตามความในมหากปิชาดก




ภาวะผู้นำ (Leadership) มีการนิยามว่า กระบวนการแห่งอิทธิพลทางสังคมซึ่งจะทำให้บุคคลผู้หนึ่งสามารถได้รับความช่วยเหลือและความสนับสนุนจากผู้อื่นเพื่อความสำเร็จแห่งภารกิจร่วมกันได้” 


การที่ผู้นำหรือผู้บังคับบัญชาจะได้รับความช่วยเหลือและความสนับสนุนจากผู้ตามหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น ผู้นำจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมของความเป็นผู้นำหรือผู้บังคับบัญชา หรือ หลักการในการ ครองตนของผู้นำ กล่าวคือ ราชธรรม 10 หรือ ทศพิธราชธรรม หรือ ธรรมของพระราชา 10 ประการ ได้แก่ :


1. ทาน (การให้)

2. ศีล (ความประพฤติดีงาม)

3. ปริจจาคะ (ความเสียสละ)

4. อาชชวะ (ความซื่อตรง)

5. มัททวะ (ความอ่อนโยน)

6. ตปะ (ความแผดเผากิเลศตัณหา)

7.อักโกธะ (ความไม่โกรธ)

8. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน)

9. ขันติ (ความอดทน)

10. อวิโรธนะ (ความไม่คลาดธรรม)


เรื่องคุณธรรมของผู้นำที่นำมาเสนอนี้ เป็นเรื่องที่เน้นในคุณธรรมข้อที่ 3 ของผู้นำ กล่าวคือ ปริจจาคะ การบริจาค คือ การเสียสละความสุขสำราญ ตลอดจนชีวิตของตน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของสังคมและประเทศชาติ และบุคคลที่ได้บำเพ็ญคุณธรรมข้อนี้ ก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพระยาลิง ในเรื่องราวตามที่ปรากฏอยู่ใน มหากปิชาดก ขุททกนิกาย มีความดังนี้


พระศาสดาเมื่อประทับอยู่     พระวิหารเชตวัน       ทรงปรารภญาตัตถจริยา   คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระญาติ  แล้วจึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า   อตฺตานํ      สงฺกมํ   กตฺวา   ดังนี้    


ในกาลครั้งนั้น   ภิกษุทั้งหลายตั้งหัวข้อเป็นกระทู้สนทนากันขึ้นในธรรมสภาว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงบำเพ็ญญาตัตถจริยาพระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัด นี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องราวอะไร ?” เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องที่สนทนากันอยู่นั้นแล้ว  จึงตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ไม่เฉพาะในบัดนี้เท่านั้น   แม้ในกาลก่อนตถาคตก็บำเพ็ญญาตัตถจริยาเหมือนกันแล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้


ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัต   ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดลิง มีร่างกายสูงใหญ่และล่ำสัน   มีกำลังวังชามากเท่ากับช้าง  ๕ เชือก  สามารถกระโดดตัวลอยขึ้นไปสู่ที่สูงมากๆในอากาศได้  มีฝูงลิง ๘ หมื่นตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ที่ถิ่นดินแดนหิมพานต์ ณ  ที่นั้นได้มีต้นมะม่วงอยู่ต้นหนึ่ง   ที่คนทั้งหลายเรียกว่า  ต้นนิโครธมีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้าง  มีใบดกหนา  ร่มเงาหนา  สูงเทียมยอดเขา  ขึ้นเติบโตอยู่ริมฝั่งแม่คงคา   ผลของมันหวานหอมคล้ายกับกลิ่นและรสผลไม้ทิพย์  ผลใหญ่มาก   ประมาณเท่าหม้อใบใหญ่ ๆ ผลของกิ่ง ๆ หนึ่งของมันหล่นลงบนบก   อีกกิ่งหนึ่งหล่นลงน้ำที่แม่คงคา   ส่วนผลของ ๒  กิ่งหล่นลงที่ท่ามกลางใกล้ต้น 


พระยาลิงพระโพธิสัตว์ เมื่อพาฝูงลิงไปกินผลของมะม่วงต้นนั้น มีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลตามวิสัยของผู้นำที่ดีทั้งหลาย คือมีความคิดว่า สักวันหนึ่งภัยจักเกิดขึ้นแก่ตนและฝูงลิง   อันสืบเนื่องมาจากผลมะม่วงที่หล่นลงไปในน้ำ    จึงให้ฝูงลิงเก็บกินผลมะม่วงของกิ่งที่ทอดไปเหนือน้ำโดยไม่ให้เหลือแม้แต่ผลเดียว    ตั้งแต่เวลาผลมีขนาดเท่าแมลงหวี่ในเวลาออกช่อ  แม้ว่าจะมีมาตรการป้องกันภัยที่เคร่งครัดมากถึงขนาดนี้แล้วก็ตาม  แต่ปรากฏว่ามีผลสุกของมะม่วงผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในรังมดแดง     ที่ฝูงลิงแปดหมื่นตัวมองไม่เห็น  ได้หล่นลงในน้ำแล้วลอยไปติดที่ข่ายที่พระเจ้าพาราณสีมีรับสั่งให้ขึงกั้นไว้ในแม่น้ำ เพื่อความปลอดภัยในเวลาที่พระองค์ทรงกีฬาทางน้ำ   เมื่อพระราชาทรงเล่นกีฬาในตอนกลางวันแล้วเสด็จกลับในตอนเย็นๆ    พวกชาวประมงก็พากันกู้ข่าย    เห็นผลมะม่วงสุกผลหนึ่งติดอยู่ที่ข่ายนั้น    แต่ไม่รู้ว่าเป็นผลไม้อะไร จึงได้นำไปถวายพระราชาให้ทอดพระเนตร


พระราชา :  นี่ผลอะไรกัน ?
ชาวประมง : ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ   พระพุทธเจ้าข้า
พระราชา :  ใครจักทราบบ้าง ?
ชาวประมง :  พรานไพร   พระพุทธเจ้าข้า


พระราชารับสั่งให้เรียกพรานไพรมา    ตรัสถามแล้ว  ก็ทรงทราบว่า   เป็นผลมะม่วงสุก  แล้วทรงใช้พระแสงกริชเฉือน  ให้พรานไพรรับประทานก่อน  ภายหลังก็เสวยด้วยพระองค์เอง  พระราชทานให้พระสนมบ้าง  อำมาตย์บ้างรับประทานกัน   รสของผลมะม่วงสุก  แผ่ซาบซ่านไปทั่วพระสรีระทั้งสิ้นของพระราชา  พระราชานั้นทรงติดพระทัยในรสของมัน  ได้ตรัสถามพวกพรานไพรถึงที่อยู่ของต้นไม้นั้น


เมื่อพวกเขาทูลว่า   มะม่วงต้นนั้นอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาในแดนแห่งหิมพานต์     จึงรับสั่งให้คนจำนวนมากต่อเรือขนานแล้วได้เสด็จทวนกระแสน้ำขึ้นไป  ตามทางที่พวกพรานไพรทูลชี้แนะ เมื่อเสด็จถึงที่นั้นตามลำดับแล้ว   พระราชารับสั่งให้จอดเรือไว้ที่แม่น้ำแล้ว     พระองค์พร้อมด้วยข้าราชบริพารที่ห้อมล้อมตามเสด็จได้เสด็จดำเนินไป ณ ที่นั้นด้วยพระบาท ทรงให้ปูที่บรรทมลงที่โคนต้นมะม่วงต้นนั้น  เสวยผลมะม่วงสุก แล้วเสวยพระกระยาหารนานาชนิด เสร็จแล้วก็บรรทม ราชบุรุษทั้งหลายได้วางยามรักษาการณ์ แล้วก่อกองไฟไว้ทุกทิศ


เมื่อข้าราชบริพารทั้งหลายของพระราชาหลับกันแล้ว   พระยาลิงจึงได้ไปกับด้วยบริวารในเวลาเที่ยงคืน ลิงจำนวน ๘ หมื่นตัว ได้พากันไต่ไปกินผลมะม่วงสุกจากกิ่งหนึ่งไปยังกิ่งหนึ่ง  พระราชาทรงตื่นบรรทม    ทรงเห็นฝูงลิง   จึงทรงปลุกให้คนทั้งหลายตื่นขึ้น   แล้วรับสั่งให้เรียกพวกแม่นธนูมา   แล้วตรัสว่า   พรุ่งนี้เจ้าทั้งหลายจงพากันล้อมยิงพวกลิงที่มากินผลไม้ โดยอย่าไม่ให้มันหนีไปได้   พรุ่งนี้ฉันจะกินผลมะม่วงและเนื้อลิง    พวกแม่นธนูทูลรับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ  แล้วพากันยืนล้อมต้นมะม่วงแล้วขึ้นลูกศรไว้พร้อมยิง  


พวกลิงได้เห็นนายขมังธนูเหล่านั้นแล้วก็กลัวภัยคือความตาย แม้ว่าจะพยามหนีก็ไม่อาจหนีไปได้   จึงพากันเข้าไปพระยาลิง ยืนสั่นสะท้านอยู่พลางถามว่า  ข้าแต่สมมุติเทพ  พวกคนแม่นธนูยืนล้อมต้นไม้ด้วยหมายใจว่า   พวกเราจักยิงลิงตัวที่หนีไป   พวกเราจักทำอย่างไรกัน ?” พระโพธิสัตว์ปลอบใจฝูงลิงว่า   เจ้าทั้งหลายอย่ากลัว  เราจักให้ชีวิตแก่พวกเธอ   แล้วได้วิ่งขึ้นกิ่งมะม่วงกิ่งที่ชี้ไปไปทางแม่น้ำคงคา   แล้วโยนตัวกระโดดจากปลายกิ่งมะม่วงนั้นข้ามแม่น้ำคงคา   ไปตกลงที่ยอดพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง


เมื่อลงจากยอดพุ่มไม้นั้นแล้ว  พระยาลิงก็ได้ทำการคิดคำนวณระยะทางจากฝั่งแม่น้ำฝั่งนี้กับฝั่งแม่น้ำฝั่งโน้นอันเป็นที่ตั้งของต้นมะม่วงว่าเป็นระยะทางสักเท่าไร แล้วก็ได้ไปหาเถาวัลย์เส้นหนึ่งที่มีความยาวตรงกับที่ได้คำนวณไว้ โดยกะว่าจะใช้เถาวัลย์เส้นนี้ขึงในอากาศทำเป็นสะพานข้ามแม่น้ำสำหรับให้เหล่าบริวารลิงของตนได้โหนตัวหนีจากภัยที่ถูกคุกคามชีวิตอยู่นั้น ต่อแต่นั้นพระยาลิงก็นำปลายข้างหนึ่งของเถาวัลย์ผูกเข้ากับลำต้นไม้ตนหนึ่งที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ และใช้ปลายของเถาวัลย์อีกข้างหนึ่งผูกเข้ากับเอวของตน



จากนั้นพระยาลิงก็ได้กระโดดลอยตัวจากพื้นดินของฝั่งแม่น้ำฝั่งนี้ล่อยละล่องไปสู่ต้นมะม่วงที่อยู่อีกฝากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ แต่ปรากฏว่าเถาวัลย์ที่ได้คำนวณไว้แล้วนั้นสั้นไปเล็กน้อยคือมีความยาวไม่ถึงกิ่งมะม่วง พระยาลิงจึงตัดสินใจใช้มือทั้งสองข้างยึดกิ่งมะม่วงไว้ให้แน่น แล้วให้สัญญาณแก่ฝูงลิงว่า เจ้าทั้งหลายจงเหยียบหลังเราโหนตัวตามเถาวัลย์ไปสู่ที่ปลอดภัยโดยเร็วเถิด



บรรดาลิงบริวารทั้ง ๘ หมื่นตัวได้ไหว้ขอขมาพระยาลิง แล้วก็ไต่ไปตามตัวของพระยาลิงและตามเส้นเถาวัลย์ข้ามแม่น้ำไปสู่ที่ปลอดภัย  ฝ่ายพระเทวทัตครั้งนั้นเป็นลิงอยู่ในจำนวนลิงเหล่านั้นด้วย   คิดว่า   นี้เป็นเวลาที่จะได้เห็นความพินาศของศัตรูของเราแล้ว     จึงขึ้นสู่กิ่งไม้สูงๆ   โถมตัวตกลงบนหลังของพระยาลิง แล้วใช้เท้าทั้งสองข้างกระทืบลงบนหลังของพระยาลิง จนหัวใจของพระยาลิงแตก เกิดเวทนามีกำลังแรงกล้า ฝ่ายลิงเทวทัตนั้น   เมื่อทำพระยาลิงให้ได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแล้ว  ก็โหนเถาวัลย์ข้ามแม่น้ำหนีไป ปล่อยพระยาลิงอยู่ลำพังตัวเดียว  



พระเจ้าพรหมทัตบรรทมในขณะนั้นยังไม่หลับ     ทอดพระเนตรเห็นกิริยาอาการที่พวกลิงบริวารและพระยาลิงกระทำทุกอย่างแล้วทรงบรรทมพลางดำริว่า  ลิงตัวนี้เป็นสัตว์เดียรฉาน  แต่ได้ทำความสวัสดีแก่บริวาร โดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของตน    เมื่อสว่างแล้วพระองค์ทรงพอพระทัยในการกระทำพระยาลิงเป็นอย่างมาก ทรงดำริว่า   ไม่ควรจะให้พระยาลิงนี้เสียชีวิตไปเสีย ควรนำตัวลงมาจากต้นไม้แล้วให้การเยียวยารักษา


พระเจ้าพรหมทัตรับสั่งให้นำพระยาลิงลงมาจากต้นมะม่วง แล้วนำเข้าไปไว้ในกรง ทรงทำการประคบประหงมพระยาลิง รับสั่งให้คลุมด้วยผ้าอย่างดี ให้อาบน้ำในแม่น้ำคงคา ให้ดื่มน้ำอ้อย ให้เอาน้ำมันมาทาชโลมบนหลัง ให้ปูหนังแพะบนที่นอนแล้ว


ขณะที่พระยาลิงนอนอยู่บนที่นอนนั้น พระเจ้าพรหมทัตทรงนับถือน้ำใจของพระยาลิงมาก ถึงกับทรงยอมพระองค์ประทับนั่งบนอาสนะที่ต่ำกว่า แล้วทรงสนทนาไต่ถามพระยาลิง


พระเจ้าพรหมทัตตรัสถามว่า :     


ดูก่อนขุนกระบี่  ท่านได้ทอดตัวเป็นสะพานให้เหล่าวานรข้ามไปโดยสวัสดี   ท่านเป็นอะไรกับวานรเหล่านั้น  และวานรเหล่านั้นเป็นอะไรกับท่าน ?


พระยาลิงกราบทูลว่า:


1.ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบข้าศึก   ข้าพระองค์เป็นพญาวานรผู้เป็นใหญ่  ปกครองฝูงวานรเหล่านั้น เมื่อพวกเขาถูกความโศกครอบงำ หวาดกลัวพระองค์.


2.ข้าพระองค์ได้ทะยานพุ่งตัว   ที่มีเครื่องผูกคือเถาวัลย์ผูกสะเอาไว้แน่น  ไปจากต้นไม้ต้นนั้นชั่วระยะร้อยคันธนูที่ปลดสายแล้ว.


3.กลับมาถึงต้นไม้      เหมือนเมฆถูกลมหอบไปฉะนั้น    แต่ข้าพระองค์ไปไม่ถึงต้นไม้นั้น  จึงได้ใช้มือจับกิ่งไม้ไว้.


4.พวกวานรได้พากันเอาเท้าเหยียบข้าพระองค์นั้น  ผู้ถูกกิ่งไม้และเถาวัลย์รั้งไว้  จนตึงเหมือนสายพิณ  แต่ไปโดยสวัสดี.
ถึงตัวจะถูกโยงมัดไว้กับเถาวัลย์


5.ข้าพระองค์ก็ไม่เดือดร้อน ถึงจะตายข้าพระองค์ก็ไม่ครั่นคร้าม เพราะข้าพระองค์ได้นำความสุขมาให้แล้ว แก่เหล่าลิงที่ข้าพระองค์ปกครอง. 


6.ข้าแต่พระราชาผู้ทรงปราบข้าศึก  ข้าพระองค์จะยกอุปมาถวายพระองค์   ขอพระองค์จงทรงสดับข้ออุปมานั้น    ธรรมดากษัตริย์ผู้เป็นพระราชา    ทรงพระปรีชาสามารถ    ควรแสวงหาความสุขให้แก่รัฐ    ยวดยานพาหนะ   กำลังพล  และนิคมทั่วหน้ากัน.    


ในตอนท้ายของอรรถกถาของ มหากปิชาดก มีความเล่าต่อไปว่า เมื่อได้สนทนากับพระเจ้าพรหมทัตแล้ว พระยาลิงพระโพธิสัตว์ทนความบอบช้ำของร่างกายจากการบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสในครั้งนี้ไม่ไหวก็ได้เสียชีวิตลงไป พระเจ้าพรหมทัตได้ทรงรับสั่งให้ทำการปลงศพของพระยาลิงดุจการถวายพระเพลิงพระศพของพระราชา 


ในขบวนแห่ศพของพระยาลิงไปยังสุสานก็มีความอลังการไม่น้อย โดยมีรับสั่งให้นางฝ่ายใน กล่าวคือ นางสนม และนางมเหสี นุ่งห่มผ้าแดง สยายผม มีหัตถ์ถือประทีปด้าม ห้อมล้อมศพของพระยาลิงขณะเคลื่อนไปสู่สุสาน มีการตั้งเชิงตะกอนเผาศพและใช้ฟืนจำนวนหนึ่งเล่มเกวียนเผาศพของพระยาลิงในทำนองเดียวกับถวายพระเพลิงพระราชา


 เสร็จแล้วพระเจ้าพรหมทัตทรงเก็บกะโหลกศีรษะของพระยาลิงไว้ในพระราชวัง ส่วนเถ้าถ่านและอังคารของพระยาลิงก็ทรงรับสั่งให้ได้นำไปบรรจุลงในเจดีย์ที่รับสั่งให้สร้างไว้ในสุสาน.

คำสอนในพระพุทธศาสนากับคุณสมบัติของนักการทูตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ




เครื่องมือที่ทุกประเทศใช้เป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้แก่ เครื่องมือทางการทูต ส่วนเครื่องมืออื่นๆเช่นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เครื่องมือทางวัฒนธรรมเป็นต้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเครื่องเสริมเครื่องมือทางการทูต คือช่วยให้การดำเนินการทางการทูตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ความสำเร็จทางการทูตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

ในคำสอนของพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงองค์ของนักการทูตไว้ 8 ประการ คือ

1.โสตา เป็นผู้รับฟัง ผู้เป็นนักการทูตจำเป็นต้องเป็นผู้รู้จักฟังคนอื่น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องฟังเป็น หรือต้องรู้จักฟัง ไม่ใช่คิดแต่จะพูดให้คนอื่นฟังอย่างเดียว นักการทูตจำเป็นต้องทราบความรู้สึกนึกคิดและเข้าใจความประสงค์หรือความมุ่งหมายของผู้อื่นอย่างถูกต้องและรวดเร็ว วิธีที่จะให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายนี้ได้ง่ายที่สุดก็คือการฟังผู้อื่นพูด การฟังเป็นและรู้จักฟังย่อมสามารถทำให้ทราบและเข้าใจได้ว่า ในเรื่องที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นผู้อื่นมีความรู้สึกอย่างไร การได้ทราบเช่นนี้บ่อมทำให้เราสามารถกำหนดท่าทีของเราได้ว่า เราควรพูดหือปฏิบัติให้เหมาะสมแก่สถานการณ์นั้นๆอย่างไร จึงจะสามารถถือเอาประโยชน์ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

2.สาเวตา ให้ผู้อื่นรับฟัง นักการทูตนอกจากจะต้องฟังและรู้จักฟังผู้อื่นพูดแล้ว ยังต้องเป็นผู้มีความสามารถที่จะทำให้ผู้อื่นรับฟังการพูดของตนด้วย เพราะการที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจเราได้ถูกต้องตามที่เราประสงค์จะให้เขาเข้าใจนั้นจำเป็นต้องอาศัยการพูดเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด สุภาษิตโบราณไทยจึงว่า ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดีเป็นตรานักการทูตที่ชำนาญย่อมสามารถใช้คำพูดคลี่คลายสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้ สามารถพูดให้เกิดสันติภาพก็ได้ หรือจะพูดให้เกิดสงครามล้างผลาญกันก็ได้ ความสามารถทำให้ผู้อื่นรับฟังการพูดของตน จึงจัดเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของผู้เป็นทูต

3.อุคคเหตา คงแก่เรียน นักการทูตจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ของโลกเป็นอย่างดี และต้องมีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างดีด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือนักการทูตจำเป็นต้องมีความรู้รอบตัวโยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับประเทศที่ตนไปประจำอยู่ในฐานะผู้แทนประเทศตน การที่จะมีความรู้ดังกล่าวนี้ได้นักการทูตจำต้องเป็นผู้สนใจใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ และต้องทำให้ความรู้ของตนทันสมัยอยู่เสมอ จึงต้องเรียนมาก อ่านมาก และฟังมาก กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ความรอบรู้ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จทางการทูต

4.ธาเรตา ความจำดี นอกจากต้องเรียนมาก อ่านมากและฟังมากแล้ว นักการทูตจำเป็นต้องมีความทรงจำดีด้วย สิ่งที่เรียน อ่าน และฟังมาแล้ว หากไม่สามารถจดจำอะไรไว้ได้เลย ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งเป็นนักการทูต การสามารถจดจำเรืองราวเหตุการณ์ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆได้มากเพียงใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์แก่หน้าที่การงานและความรับผิดชอบของตนมากเพียงนั้น สำหรับคนธรรมดาสามัญการหลงลืมบางสิ่งบางอย่างในบางครั้งอาจจะไม่เสียหายอะไรมากนัก แต่สำหรับผู้เป็นทูตหรือนักการทูตการหลงลืมบางอย่างหรือการนัดหมายบางครั้ง อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ตนเองและประเทศของตนได้อย่างเกินความคาดหมาย การทรงจำไว้ดีหรือการมีความทรงจำดีจึงเป็นสิ่งที่มีอุปการคุณต่อหน้าที่ทางการทูตเป็นอย่างมาก

5.วิญญาตา รู้เอง คำว่ารู้เอง สำหรับนักการทูตในที่นี้หมายถึงความพยายามที่จะหยั่งรู้และเข้าใจภาวการณ์และสถานการณ์ได้ตามสภาพความเป็นจริง และตามสภาพของเหตุปัจจัยที่จะพึงเป็น เช่น เมื่อมีสถานการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็สามารถที่จะพิจารณาสาวไปหาเหตุได้ว่าสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร อย่างนี้เรียกว่ารู้อดีต และเมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นแล้วจะนำไปสู่ผลอย่างไรบ้าง สามารถที่จะคาดการณ์ถึงผลที่จะเกิดตามมาในอนาคตได้อย่างถูกต้องหรืออย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริง อย่างนี้เรียกว่ารู้อนาคต นอกจากนี้การรู้เองยังหมายถึง ความสามารถที่จะเข้าใจผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง รู้และเข้าใจความหมายหรือความมุ่งหมายแห่งคำพูดของผู้อื่น ว่าที่เขาพูดเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือเขามีความมุ่งหมายอย่างไร

6.วิญญาเปตา ให้ผู้อื่นรู้ ความสามารถที่นับว่าจำเป็นอีกอย่างหนึ่งของผู้เป็นนักการทูต ก็คือสามารถทำให้ผู้อื่นรู้และเข้าใจความมุ่งหมายของตนได้อย่างถูกต้อง ความสามารถข้อนี้คู่กับข้อที่ 2 เรื่องให้ผู้อื่นรับฟัง ซึ่งต้องไปด้วยกัน คือเมื่อสามารถทำให้ผู้อื่นรับฟังการทูตของตนแล้วก็จำเป็นต้องให้เขาสามารถรู้ละเข้าใจในสิ่งที่ตนพูด รวมทั้งสามารถทราบความมุ่งหมายของตนด้วย เข้าทำนองว่าเราต้องการให้ผู้อื่นรู้และเข้าใจเราอย่างไร ผู้อื่นก็สามารถรู้และเข้าใจเราอย่างนั้น สิ่งใดเราต้องการให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้ง สิ่งใดที่เราต้องการให้เขาเข้าใจอย่างคลุมเครือ เขาก็เข้าใจอย่างนั้น ความสามารถเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับผู้เป็นทูต

7. กุสโล สหิตาสหิตัสสะ เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่งที่ดีมีประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ นักการทูตจำเป็นต้องมีความเฉลียวฉลาดหรือต้องสามารถทราบและแยกแยะได้ว่าอะไรดีไม่ดี อะไรเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เพราะความประพฤติหรือการกระทำของตนย่อมมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศของตนเสมอ เนื่องจากทูตดำรงอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนแห่งรัฐบาลของประเทศของตน สิ่งใดดีและมีประโยชน์ต่อประเทศของตนผู้เป็นทูตต้องรีบฉวยโอกาส แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศของตนก็ต้องหลีกเลี่ยง ผู้เป็นทูตจำเป็นต้องคำคำนวณถึงผลได้ผลดีก่อนที่จะกระทำหรือพูดสิ่งใดออกไป

8.โน กลหการโก ไม่ก่อการทะเลาะวิวาท ผู้เป็นทูตย่อมมีฐานะเป็นผู้แทนของรัฐบาลที่ส่งไปติดต่อกับต่างประเทศหรือไปประจำในต่างประเทศ ทูตมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ (1) เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศที่ไปเกี่ยวข้องหรือไปอยู่ประจำ และ (2) เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศตน เมื่อหน้าที่มีอยู่อย่างนี้ และเพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ที่สุด ผู้เป็นทูตจึงต้องเป็นผู้เยือกเย็นสุขุม เก็บกดอารมณ์ได้ ไม่ลุอำนาจแก่โทสะ อันจะนำไปสู่การทะเลาวิวาท พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้เป็นทูตจะต้องไม่ก่อการทะเลาะวิวาท เพราะการก่อการทะเลาะวิวาททำให้ผู้เป็นทูตไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญทั้ง 2อย่างดังกล่าวแล้วของตนได้ ทูตก่อการทะเลาะวิวาทขึ้นเมื่อใด ประสิทธิภาพในการเป็นทูตจะหมดลงทันทีเมื่อนั้น การไม่ก่อการทะเลาะวิวาทจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้เป็นทูตอีกอย่างหนึ่ง

องค์แห่งผู้เป็นทูตทั้ง 8 ประการตามคำสอนของพระพุทธศาสนาดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าจะได้สอนเรื่องนี้ไว้ตั้งสองพันกว่าปีแล้ว ก็ยังสามารถนำมาใช้ได้ดีกับสภาพการณ์ของโลกปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าวงการทูตสมัยปัจจุบันได้ใช้หลักการทูตทั้ง 8 ประการนี้กันอยู่เป็นประจำ ซึ่งแสดงว่าหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ล้าสมัย กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม

ดังได้กล่าวแล้วว่าเครื่องมือที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างอื่น เช่น เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เครื่องมือทางวัฒนธรรมเป็นต้น ย่อมเป็นเครื่องมือที่เสริมเครื่องมือทางการทูต หรือเป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยเครื่องมือทางการทูตเป็นแกนนำ ส่วนเครื่องมือทางทหารนั้น พระพุทธศาสนาสนับสนุนในขอบเขตที่ใช้ทหารสำหรับป้องกันตนเอง แต่ไม่สนับสนุนใช้กำลังทหารเพื่อรุกรานหรือข่มขู่ผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระพุทธศาสนาไม่สนับสนุนการทำสงครามรุกรานผู้อื่น แต่พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ขัดขวางการทำสงครามรุกรานผู้อื่น แต่พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ขัดขวางการทำสงครามเพื่อป้องกันตนเองจากผู้รุกราน เรื่องนี้จะเห็นได้จากการที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงคุณสมบัติของผู้เป็นทหารไว้ด้วย

ข้อปฏิบัติของพระราชา ผู้นำและผู้ปกครองที่ดีและไม่ดี




ข้อปฏิบัติของพระราชา ผู้นำและผู้ปกครอง ที่ไม่ดี(อธมฺมราชา)

1.ชนะคนกระด้างด้วยความกระด้าง

2.ชนะคนอ่อนโยนด้วยความอ่อนโยน

3.ชนะคนดีด้วยความดี

4.ชนะคนไม่ดีด้วยความไม่ดี

ข้อปฏิบัติของพระราชา ผู้นำและผู้ปกครอง ที่ดี(ธมฺมราชา)

1.ชนะตนโกรธด้วยการไม่โกรธ

2.ชนะคนไม่ดีด้วยความดี

3.ชนะคนตระหนี่ด้วยการให้

4.ชนะคนพูดเหลวไหลด้วยการพูดคำจริง

-----------------------------------

แหล่งข้อมูล : ราโชวาทชาดก ขุททกนิกาย ชาดก