พระพุทธเจ้าในฐานะเป็นนักปรัชญาทางการเมือง
หนังสือเรื่อง”พระพุทธเจ้าในฐานะเป็นนักปรัชญาการเมือง”(The
Buddha as a Political Philosopher) เขียนโดยนักเขียนชาวอินเดียชื่อ Kancha Ilaiah
นักเขียนชาวอินเดียผู้นี้ แตกต่างจากนักเขียนชาวอินเดียคนอื่น ที่เมื่อพูดถึงเรื่องวิชาทางด้านรัฐศาสตร์ของอินเดียสมัยโบราณก็มักจะเริ่มต้นกันด้วยการพูดถึงหนังสือ
ศานติ ปารว แห่ง มหาภารตะ และให้การยกย่อง
เกาติลยะว่าเป็นนักคิดทางการเมืองที่สำคัญมากที่สุดของอินเดียในสมัยโบราณ
แต่ในหนังสือเรื่อง “พระพระพุทธเจ้าในฐานะนักปรัชญาการเมือง”ที่เขียนโดยนักวิชาการและนักกิจกรรมทางการเมืองชื่อ
Kancha Illaiah ได้ท้าทายความเห็นของบรรดานักเขียนชาวอินเดียคนอื่นๆ
นายIlaiah เป็นผู้มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการเขียนหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ที่มีชื่อเรื่องว่า
Why I am not a Hindu อันเป็นหนังสือที่กล่าวถึงแนวคิดของการแบ่งแยกคนวรรณะสูงออกจากคนวรรณะต่ำที่เขาเรียกว่าทลิทพหุชน
ในการดำเนินการนำวิธีการขั้นพื้นฐานมารใช้กับวงการวิชาการ นายIlaiah ได้ทำการวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวโน้มของพวกนักวิชาการร่วมสมัยที่เป็นชาวฮินดูซึ่งมักจะพูดถึงวงการรัฐศาสตร์ของชาวอินเดียโดยที่ไม่พูดถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นนักปรัชญาการเมืองในอินเดียในสมัยโบราณเช่นเดียวกับนักปรัชญาทางการเมืองคนอื่นๆ
เขาจึงได้กล่าวโจมตีผลงานเขียนของนักปรัชญาทางการเมืองของอินเดียวคนสำคัญๆ
อย่างเช่น K P Jayaswal, A S Altekar และ B A Saletore แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ได้ยอมรับงานเขียนของ
Kosambi, R S Sharma, Debiprasad Chattopadhyaya และ Romila
Thapa
แก่นแท้ของแนวความคิดของนาย Ilaiah สามารถสรุปได้ดังนี้:
1.พระพุทธเจ้าเป็นยิ่งกว่านักคิดทางด้านศาสนา เพราะพระองค์เป็นนักคิดทางสังคม
และทรงใช้แนวทางในการศึกษาด้านเหตุผลนิยม(rationalist) และแบบวิภาษนิยม(dialectical)
ยิ่งว่าที่จะเป็นแนวการศึกษาแบบอุดมคตินิยม(idealist)
2. ปรัชญาของพระพุทธเจ้าพัฒนาขึ้นมาในสังคมที่สับสนอลหม่านของสหวรรษที่ 1
ก่อนคริสตกาล ไม่ใช่พัฒนาขึ้นมาในสังคมที่มีความขัดแย้งในแบบของสังคมของศาสนาพราหมณ์
3.เมื่อเป็นเช่นนี้พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงนำเสนอทฤษฎีสัญญาประชาคม(Contract
Theory) ว่าเป็นบ่อเกิดของรัฐเป็นครั้งรก
4. คุณูปการของพระพุทธเจ้าในทางปรัชญาการเมืองและในทางการสร้างสถาบันทางการเมือง
สามารถศึกษาได้จากเรื่องการปกครองของคณะสงฆ์
ซึ่งมิใช่เป็นองค์กรทางศาสนาแบบธรรมดาทั่วไปหากแต่เป็นองค์กรที่มีหลักการแบบประชาธิปไตยและหลักการแบบคอมมิวนิสต์
ประเด็นต่างๆที่มีการนำเสนอในหนังสือเรื่อง”พระพุทธเจ้าในฐานะเป็นนักปรัชญาการเมือง” มีดังต่อไปนี้
คือ ในสองบทแรกของหนังสือเล่มนี้ นายIlaiah ได้พูดถึงการเกิดขึ้นของแนวคิดของชาวพุทธซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากข้อมูลในระดับทุติยภูมิ
เขาได้กล่าวถึงช่วงเวลาในสหัสวรรษแรกของช่วงก่อนคริสตกาลว่า
เป็นยุคที่มีความสับสนวุ่นวายมากและสังคมก็อยู่ในระยะการเปลี่ยนแปลง มีการผลิตทางเกษตรกรรมแบบใหม่
มีการผลิตส่วนเกิน มีการค้าขายและมีเมืองต่างๆเกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญได้แก่การเกิดรัฐรูปแบบใหม่
เกิดสถาบันราชาธิปไตย
และเกิดการสลายตัวอย่างช้าๆของระบบการปกครองแบบคณาธิปไตยของเผ่าชนต่างๆ
ในการนำเสนอภูมิหลังของแนวความคิดของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องของรัฐศาสตร์และสังคมนั้น
นาย Ilaiah ได้เน้นให้เห็นถึงแนวทางการศึกษาแบบเหตุผลนิยม(rationalism)ของพระพุทธเจ้า
โดยเขาได้บอกว่าเป็นแนวทางการศึกษาแบบผลมาจากเหตุ(rational causality) ไม่ใช่แบบของแนวคิดของชาวตะวันตกที่เรียกว่า
first principle (ไม่ว่าจะเป็นแบบ materialistic หรือ แบบ idealistic)
หากแต่เป็นการวิเคราะห์แบบเหตุและผล(cause-and-effect)
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกปรากฏการณ์
ทั้งนี้เป็นการแสดงออกในรูปแบบของหลักการของปฏิจจสมุปบท หรือ
หลักการอาศัยกันและกันเกิดขึ้น(dependent co-production) ของพุทธศาสนา
ในหลักการของปฏิจจสมุปบาทนี้
เหตุการณ์อย่างหนึ่งจะนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งตามกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างเป็นระบบ
นอกจากนั้นแล้วนายIlaiah ก็ยังได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงลัทธิวัตถุนิยมโลกายัต(Lokayat)
โดยบอกว่าแม้จะเป็นหลักการที่ให้ความสำคัญแก่หลักการธรรมชาติแต่ก็ไม่สามารถให้คำอธิบายในเรื่องปรากฏการณ์เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งได้
เขามีความเห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักวิภาษแบบวัตถุนิยม-จิตนิยม (materio-spiritual) ผสมกัน
ในส่วนที่เป็นประเด็นของการวิเคราะห์ถึงรัฐและการให้คำอธิบายเกี่ยวกับกำเนิดของรัฐนี่เองที่นาย
Ilaiah ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่เข้มแข็งมากที่สุดของเขาที่ได้บอกถึงข้อแตกต่างระหว่างพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์
ในทฤษฎีกำเนิดรัฐชองศาสนาพราหมณ์ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายใน Manusmriti
หรือ
ใน Shanti Parva of Mahabharata จะบอกว่ารัฐมีกำเนิดมาจากเทวะ
แต่ในทางตรงกันข้าม นาย Ilaiah
บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงเรื่องนี้ในแง่มุมทางเทววิทยา
หากแต่ได้ตรัสถึงกำเนิดรัฐด้วยทฤษฎีสัญญาประชาคม(Contractual Theory of
State) เป็นเวลาสองพันปีก่อน Locke, Hobbes และ Rousseau
เสียอีก
เรื่องนี้มีปรากฏอยู่ใน อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค โดยได้บอกถึงกระบวนการเกิดของรัฐว่า
มาจากการสะสมอาหารคือข้าวสาลีและเกิดการขาดแคลนข้าวสาลีนี้ อันนำไปสู่อาชญากรรมคือการลักขโมยกัน
มีการพูดเท็จ เกิดการทำร้านร่างกายของกันและกัน และเกิดความจำเป็นที่จะต้องมีการวางระเบียบและการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ
เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นมา ผู้คนก็ได้ประชุมตกลงกันให้เลือกคนที่คุณสมบัติพิเศษกล่าวคือเป็นคนรูปร่างดี
ท่าทางดูดี น่าเลื่อมใส
และมีความเข้มแข็งมากกว่าคนอื่นในหมู่ของพวกเขาเองให้มาทำหน้าที่การตัดสินใจและทำการบังคับใช้ระเบียบปฏิบัติและกฎหมายต่างๆ
กษัตริย์หรือผู้นำก็ได้ถูกเลือกตั้งกันขึ้นมาโดยประชาชนและมิใช่เพราะเป็นผู้มีความสามารถในการรบแต่เป็นเพาระเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี
นาย Ilaiah บอกว่า นี้แหละคือทฤษฎีสัญญาประชาคมของการกำเนิดรัฐ
ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับทฤษฎีกำเนิดรัฐของ Rousseau ที่เห็นว่ามนุษย์ในสภาวะธรรมชาติดั้งเดิมนั้นเป็นคนดี
ซึ่งแตกต่างจากทฤษฎีกำเนิดรัฐของ Hobbes ที่มีความเห็นว่า
มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติเป็นคนชั่วร้ายและเป็นคนเห็นแก่ตัว
ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักการทางพุทธศาสนาไม่ได้มีลักษณะมั่นคงอยู่กับที่หากแต่มีพัฒนาการ
กล่าวคือ เมื่อมีกระบวนการที่นำไปสู่การขาดแคลนข้าวสาลีแล้ว
ก็มีแนวโน้มของวัฒนาการค่อยๆนำไปสู่อาชญากรรมและการโจรกรรมในหมู่มนุษย์
เมื่อเกิดมีแนวโน้มเช่นนี้ขึ้นก็จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้รัฐเข้ามาแทรกแซง
ซึ่งแนวโน้มที่ไม่ดีเหล่านี้ได้แก่ ความละโมบในทรัพย์สินส่วนตัว และอาชญากรรม
ไม่ใช่สิ่งที่เห็นกันในแถบตะวันตกที่เรียก innate หากแต่เป็นสิ่งที่มาจากกระบวนการเดียวกันของพัฒนาการดังกล่าว
ข้อแตกต่างสำคัญอีกอย่างหนึ่งของพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์ ก็คือ
ทัศนะทีมีต่อการโจมตีและการเอาชนะระบบการปกครองแบบคณาธิปไตยแบบเผ่าชน
ในขณะที่พวกพราหมณ์เห็นด้วยกับการที่จะเอาชนะระบบการปกครองแบบคณาธิปไตยแบบเผ่าชนได้ก็โดยให้มีการปกครองตามระบบราชาธิปไตยที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและการรวมอำนาจไว้กับส่วนกลาง
แต่ยุทธวิธีของพระพุทธเจ้าในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ก็โดยใช้วิธีการตัดสินใจด้วยหลักประชาธิปไตยและการตัดสินใจร่วมกัน
ดังที่พระองค์ทรงนำมาใช้กับการปกครองของคณะสงฆ์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น