วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

คำสอนในพระพุทธศาสนากับคุณสมบัติของนักการทูตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ




เครื่องมือที่ทุกประเทศใช้เป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้แก่ เครื่องมือทางการทูต ส่วนเครื่องมืออื่นๆเช่นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เครื่องมือทางวัฒนธรรมเป็นต้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเครื่องเสริมเครื่องมือทางการทูต คือช่วยให้การดำเนินการทางการทูตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย ความสำเร็จทางการทูตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

ในคำสอนของพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงองค์ของนักการทูตไว้ 8 ประการ คือ

1.โสตา เป็นผู้รับฟัง ผู้เป็นนักการทูตจำเป็นต้องเป็นผู้รู้จักฟังคนอื่น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องฟังเป็น หรือต้องรู้จักฟัง ไม่ใช่คิดแต่จะพูดให้คนอื่นฟังอย่างเดียว นักการทูตจำเป็นต้องทราบความรู้สึกนึกคิดและเข้าใจความประสงค์หรือความมุ่งหมายของผู้อื่นอย่างถูกต้องและรวดเร็ว วิธีที่จะให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายนี้ได้ง่ายที่สุดก็คือการฟังผู้อื่นพูด การฟังเป็นและรู้จักฟังย่อมสามารถทำให้ทราบและเข้าใจได้ว่า ในเรื่องที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นผู้อื่นมีความรู้สึกอย่างไร การได้ทราบเช่นนี้บ่อมทำให้เราสามารถกำหนดท่าทีของเราได้ว่า เราควรพูดหือปฏิบัติให้เหมาะสมแก่สถานการณ์นั้นๆอย่างไร จึงจะสามารถถือเอาประโยชน์ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

2.สาเวตา ให้ผู้อื่นรับฟัง นักการทูตนอกจากจะต้องฟังและรู้จักฟังผู้อื่นพูดแล้ว ยังต้องเป็นผู้มีความสามารถที่จะทำให้ผู้อื่นรับฟังการพูดของตนด้วย เพราะการที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจเราได้ถูกต้องตามที่เราประสงค์จะให้เขาเข้าใจนั้นจำเป็นต้องอาศัยการพูดเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด สุภาษิตโบราณไทยจึงว่า ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดีเป็นตรานักการทูตที่ชำนาญย่อมสามารถใช้คำพูดคลี่คลายสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้ สามารถพูดให้เกิดสันติภาพก็ได้ หรือจะพูดให้เกิดสงครามล้างผลาญกันก็ได้ ความสามารถทำให้ผู้อื่นรับฟังการพูดของตน จึงจัดเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของผู้เป็นทูต

3.อุคคเหตา คงแก่เรียน นักการทูตจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ของโลกเป็นอย่างดี และต้องมีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างดีด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือนักการทูตจำเป็นต้องมีความรู้รอบตัวโยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับประเทศที่ตนไปประจำอยู่ในฐานะผู้แทนประเทศตน การที่จะมีความรู้ดังกล่าวนี้ได้นักการทูตจำต้องเป็นผู้สนใจใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ และต้องทำให้ความรู้ของตนทันสมัยอยู่เสมอ จึงต้องเรียนมาก อ่านมาก และฟังมาก กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ความรอบรู้ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จทางการทูต

4.ธาเรตา ความจำดี นอกจากต้องเรียนมาก อ่านมากและฟังมากแล้ว นักการทูตจำเป็นต้องมีความทรงจำดีด้วย สิ่งที่เรียน อ่าน และฟังมาแล้ว หากไม่สามารถจดจำอะไรไว้ได้เลย ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งเป็นนักการทูต การสามารถจดจำเรืองราวเหตุการณ์ ตลอดจนรายละเอียดต่างๆได้มากเพียงใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์แก่หน้าที่การงานและความรับผิดชอบของตนมากเพียงนั้น สำหรับคนธรรมดาสามัญการหลงลืมบางสิ่งบางอย่างในบางครั้งอาจจะไม่เสียหายอะไรมากนัก แต่สำหรับผู้เป็นทูตหรือนักการทูตการหลงลืมบางอย่างหรือการนัดหมายบางครั้ง อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ตนเองและประเทศของตนได้อย่างเกินความคาดหมาย การทรงจำไว้ดีหรือการมีความทรงจำดีจึงเป็นสิ่งที่มีอุปการคุณต่อหน้าที่ทางการทูตเป็นอย่างมาก

5.วิญญาตา รู้เอง คำว่ารู้เอง สำหรับนักการทูตในที่นี้หมายถึงความพยายามที่จะหยั่งรู้และเข้าใจภาวการณ์และสถานการณ์ได้ตามสภาพความเป็นจริง และตามสภาพของเหตุปัจจัยที่จะพึงเป็น เช่น เมื่อมีสถานการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็สามารถที่จะพิจารณาสาวไปหาเหตุได้ว่าสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร อย่างนี้เรียกว่ารู้อดีต และเมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นแล้วจะนำไปสู่ผลอย่างไรบ้าง สามารถที่จะคาดการณ์ถึงผลที่จะเกิดตามมาในอนาคตได้อย่างถูกต้องหรืออย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริง อย่างนี้เรียกว่ารู้อนาคต นอกจากนี้การรู้เองยังหมายถึง ความสามารถที่จะเข้าใจผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง รู้และเข้าใจความหมายหรือความมุ่งหมายแห่งคำพูดของผู้อื่น ว่าที่เขาพูดเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือเขามีความมุ่งหมายอย่างไร

6.วิญญาเปตา ให้ผู้อื่นรู้ ความสามารถที่นับว่าจำเป็นอีกอย่างหนึ่งของผู้เป็นนักการทูต ก็คือสามารถทำให้ผู้อื่นรู้และเข้าใจความมุ่งหมายของตนได้อย่างถูกต้อง ความสามารถข้อนี้คู่กับข้อที่ 2 เรื่องให้ผู้อื่นรับฟัง ซึ่งต้องไปด้วยกัน คือเมื่อสามารถทำให้ผู้อื่นรับฟังการทูตของตนแล้วก็จำเป็นต้องให้เขาสามารถรู้ละเข้าใจในสิ่งที่ตนพูด รวมทั้งสามารถทราบความมุ่งหมายของตนด้วย เข้าทำนองว่าเราต้องการให้ผู้อื่นรู้และเข้าใจเราอย่างไร ผู้อื่นก็สามารถรู้และเข้าใจเราอย่างนั้น สิ่งใดเราต้องการให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้ง สิ่งใดที่เราต้องการให้เขาเข้าใจอย่างคลุมเครือ เขาก็เข้าใจอย่างนั้น ความสามารถเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับผู้เป็นทูต

7. กุสโล สหิตาสหิตัสสะ เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่งที่ดีมีประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ นักการทูตจำเป็นต้องมีความเฉลียวฉลาดหรือต้องสามารถทราบและแยกแยะได้ว่าอะไรดีไม่ดี อะไรเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เพราะความประพฤติหรือการกระทำของตนย่อมมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศของตนเสมอ เนื่องจากทูตดำรงอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนแห่งรัฐบาลของประเทศของตน สิ่งใดดีและมีประโยชน์ต่อประเทศของตนผู้เป็นทูตต้องรีบฉวยโอกาส แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศของตนก็ต้องหลีกเลี่ยง ผู้เป็นทูตจำเป็นต้องคำคำนวณถึงผลได้ผลดีก่อนที่จะกระทำหรือพูดสิ่งใดออกไป

8.โน กลหการโก ไม่ก่อการทะเลาะวิวาท ผู้เป็นทูตย่อมมีฐานะเป็นผู้แทนของรัฐบาลที่ส่งไปติดต่อกับต่างประเทศหรือไปประจำในต่างประเทศ ทูตมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ (1) เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศที่ไปเกี่ยวข้องหรือไปอยู่ประจำ และ (2) เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศตน เมื่อหน้าที่มีอยู่อย่างนี้ และเพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ที่สุด ผู้เป็นทูตจึงต้องเป็นผู้เยือกเย็นสุขุม เก็บกดอารมณ์ได้ ไม่ลุอำนาจแก่โทสะ อันจะนำไปสู่การทะเลาวิวาท พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้เป็นทูตจะต้องไม่ก่อการทะเลาะวิวาท เพราะการก่อการทะเลาะวิวาททำให้ผู้เป็นทูตไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญทั้ง 2อย่างดังกล่าวแล้วของตนได้ ทูตก่อการทะเลาะวิวาทขึ้นเมื่อใด ประสิทธิภาพในการเป็นทูตจะหมดลงทันทีเมื่อนั้น การไม่ก่อการทะเลาะวิวาทจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้เป็นทูตอีกอย่างหนึ่ง

องค์แห่งผู้เป็นทูตทั้ง 8 ประการตามคำสอนของพระพุทธศาสนาดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าจะได้สอนเรื่องนี้ไว้ตั้งสองพันกว่าปีแล้ว ก็ยังสามารถนำมาใช้ได้ดีกับสภาพการณ์ของโลกปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าวงการทูตสมัยปัจจุบันได้ใช้หลักการทูตทั้ง 8 ประการนี้กันอยู่เป็นประจำ ซึ่งแสดงว่าหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ล้าสมัย กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม

ดังได้กล่าวแล้วว่าเครื่องมือที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างอื่น เช่น เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เครื่องมือทางวัฒนธรรมเป็นต้น ย่อมเป็นเครื่องมือที่เสริมเครื่องมือทางการทูต หรือเป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยเครื่องมือทางการทูตเป็นแกนนำ ส่วนเครื่องมือทางทหารนั้น พระพุทธศาสนาสนับสนุนในขอบเขตที่ใช้ทหารสำหรับป้องกันตนเอง แต่ไม่สนับสนุนใช้กำลังทหารเพื่อรุกรานหรือข่มขู่ผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระพุทธศาสนาไม่สนับสนุนการทำสงครามรุกรานผู้อื่น แต่พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ขัดขวางการทำสงครามรุกรานผู้อื่น แต่พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ขัดขวางการทำสงครามเพื่อป้องกันตนเองจากผู้รุกราน เรื่องนี้จะเห็นได้จากการที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงคุณสมบัติของผู้เป็นทหารไว้ด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น