เครื่องมือที่ทุกประเทศใช้เป็นหลักในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ได้แก่ เครื่องมือทางการทูต ส่วนเครื่องมืออื่นๆเช่นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ
เครื่องมือทางวัฒนธรรมเป็นต้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเครื่องเสริมเครื่องมือทางการทูต
คือช่วยให้การดำเนินการทางการทูตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย
ความสำเร็จทางการทูตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ในคำสอนของพระพุทธศาสนา
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงองค์ของนักการทูตไว้ 8
ประการ คือ
1.โสตา เป็นผู้รับฟัง
ผู้เป็นนักการทูตจำเป็นต้องเป็นผู้รู้จักฟังคนอื่น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
ต้องฟังเป็น หรือต้องรู้จักฟัง ไม่ใช่คิดแต่จะพูดให้คนอื่นฟังอย่างเดียว
นักการทูตจำเป็นต้องทราบความรู้สึกนึกคิดและเข้าใจความประสงค์หรือความมุ่งหมายของผู้อื่นอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
วิธีที่จะให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายนี้ได้ง่ายที่สุดก็คือการฟังผู้อื่นพูด
การฟังเป็นและรู้จักฟังย่อมสามารถทำให้ทราบและเข้าใจได้ว่า
ในเรื่องที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นผู้อื่นมีความรู้สึกอย่างไร
การได้ทราบเช่นนี้บ่อมทำให้เราสามารถกำหนดท่าทีของเราได้ว่า
เราควรพูดหือปฏิบัติให้เหมาะสมแก่สถานการณ์นั้นๆอย่างไร
จึงจะสามารถถือเอาประโยชน์ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
2.สาเวตา ให้ผู้อื่นรับฟัง
นักการทูตนอกจากจะต้องฟังและรู้จักฟังผู้อื่นพูดแล้ว
ยังต้องเป็นผู้มีความสามารถที่จะทำให้ผู้อื่นรับฟังการพูดของตนด้วย
เพราะการที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจเราได้ถูกต้องตามที่เราประสงค์จะให้เขาเข้าใจนั้นจำเป็นต้องอาศัยการพูดเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด
สุภาษิตโบราณไทยจึงว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี
ชั่วดีเป็นตรา” นักการทูตที่ชำนาญย่อมสามารถใช้คำพูดคลี่คลายสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้
สามารถพูดให้เกิดสันติภาพก็ได้ หรือจะพูดให้เกิดสงครามล้างผลาญกันก็ได้
ความสามารถทำให้ผู้อื่นรับฟังการพูดของตน
จึงจัดเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของผู้เป็นทูต
3.อุคคเหตา คงแก่เรียน
นักการทูตจำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ของโลกเป็นอย่างดี
และต้องมีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างดีด้วย
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือนักการทูตจำเป็นต้องมีความรู้รอบตัวโยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับประเทศที่ตนไปประจำอยู่ในฐานะผู้แทนประเทศตน
การที่จะมีความรู้ดังกล่าวนี้ได้นักการทูตจำต้องเป็นผู้สนใจใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ
และต้องทำให้ความรู้ของตนทันสมัยอยู่เสมอ จึงต้องเรียนมาก อ่านมาก และฟังมาก
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ความรอบรู้ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จทางการทูต
4.ธาเรตา ความจำดี นอกจากต้องเรียนมาก
อ่านมากและฟังมากแล้ว นักการทูตจำเป็นต้องมีความทรงจำดีด้วย สิ่งที่เรียน อ่าน
และฟังมาแล้ว หากไม่สามารถจดจำอะไรไว้ได้เลย ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ยิ่งเป็นนักการทูต การสามารถจดจำเรืองราวเหตุการณ์
ตลอดจนรายละเอียดต่างๆได้มากเพียงใด
ก็ยิ่งเป็นประโยชน์แก่หน้าที่การงานและความรับผิดชอบของตนมากเพียงนั้น สำหรับคนธรรมดาสามัญการหลงลืมบางสิ่งบางอย่างในบางครั้งอาจจะไม่เสียหายอะไรมากนัก
แต่สำหรับผู้เป็นทูตหรือนักการทูตการหลงลืมบางอย่างหรือการนัดหมายบางครั้ง
อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ตนเองและประเทศของตนได้อย่างเกินความคาดหมาย
การทรงจำไว้ดีหรือการมีความทรงจำดีจึงเป็นสิ่งที่มีอุปการคุณต่อหน้าที่ทางการทูตเป็นอย่างมาก
5.วิญญาตา รู้เอง คำว่ารู้เอง
สำหรับนักการทูตในที่นี้หมายถึงความพยายามที่จะหยั่งรู้และเข้าใจภาวการณ์และสถานการณ์ได้ตามสภาพความเป็นจริง
และตามสภาพของเหตุปัจจัยที่จะพึงเป็น เช่น เมื่อมีสถานการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็สามารถที่จะพิจารณาสาวไปหาเหตุได้ว่าสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร
อย่างนี้เรียกว่ารู้อดีต
และเมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นแล้วจะนำไปสู่ผลอย่างไรบ้าง
สามารถที่จะคาดการณ์ถึงผลที่จะเกิดตามมาในอนาคตได้อย่างถูกต้องหรืออย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริง
อย่างนี้เรียกว่ารู้อนาคต นอกจากนี้การรู้เองยังหมายถึง
ความสามารถที่จะเข้าใจผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง
รู้และเข้าใจความหมายหรือความมุ่งหมายแห่งคำพูดของผู้อื่น
ว่าที่เขาพูดเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือเขามีความมุ่งหมายอย่างไร
6.วิญญาเปตา ให้ผู้อื่นรู้
ความสามารถที่นับว่าจำเป็นอีกอย่างหนึ่งของผู้เป็นนักการทูต
ก็คือสามารถทำให้ผู้อื่นรู้และเข้าใจความมุ่งหมายของตนได้อย่างถูกต้อง
ความสามารถข้อนี้คู่กับข้อที่ 2 เรื่องให้ผู้อื่นรับฟัง
ซึ่งต้องไปด้วยกัน คือเมื่อสามารถทำให้ผู้อื่นรับฟังการทูตของตนแล้วก็จำเป็นต้องให้เขาสามารถรู้ละเข้าใจในสิ่งที่ตนพูด
รวมทั้งสามารถทราบความมุ่งหมายของตนด้วย
เข้าทำนองว่าเราต้องการให้ผู้อื่นรู้และเข้าใจเราอย่างไร
ผู้อื่นก็สามารถรู้และเข้าใจเราอย่างนั้น สิ่งใดเราต้องการให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้ง
สิ่งใดที่เราต้องการให้เขาเข้าใจอย่างคลุมเครือ เขาก็เข้าใจอย่างนั้น
ความสามารถเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับผู้เป็นทูต
7. กุสโล สหิตาสหิตัสสะ
เป็นผู้ฉลาดต่อสิ่งที่ดีมีประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
นักการทูตจำเป็นต้องมีความเฉลียวฉลาดหรือต้องสามารถทราบและแยกแยะได้ว่าอะไรดีไม่ดี
อะไรเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
เพราะความประพฤติหรือการกระทำของตนย่อมมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศของตนเสมอ
เนื่องจากทูตดำรงอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนแห่งรัฐบาลของประเทศของตน
สิ่งใดดีและมีประโยชน์ต่อประเทศของตนผู้เป็นทูตต้องรีบฉวยโอกาส
แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศของตนก็ต้องหลีกเลี่ยง
ผู้เป็นทูตจำเป็นต้องคำคำนวณถึงผลได้ผลดีก่อนที่จะกระทำหรือพูดสิ่งใดออกไป
8.โน กลหการโก ไม่ก่อการทะเลาะวิวาท
ผู้เป็นทูตย่อมมีฐานะเป็นผู้แทนของรัฐบาลที่ส่งไปติดต่อกับต่างประเทศหรือไปประจำในต่างประเทศ
ทูตมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ (1) เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศที่ไปเกี่ยวข้องหรือไปอยู่ประจำ
และ (2) เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศตน
เมื่อหน้าที่มีอยู่อย่างนี้ และเพื่อทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ที่สุด
ผู้เป็นทูตจึงต้องเป็นผู้เยือกเย็นสุขุม เก็บกดอารมณ์ได้ ไม่ลุอำนาจแก่โทสะ
อันจะนำไปสู่การทะเลาวิวาท พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ผู้เป็นทูตจะต้องไม่ก่อการทะเลาะวิวาท
เพราะการก่อการทะเลาะวิวาททำให้ผู้เป็นทูตไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญทั้ง 2อย่างดังกล่าวแล้วของตนได้
ทูตก่อการทะเลาะวิวาทขึ้นเมื่อใด ประสิทธิภาพในการเป็นทูตจะหมดลงทันทีเมื่อนั้น
การไม่ก่อการทะเลาะวิวาทจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้เป็นทูตอีกอย่างหนึ่ง
องค์แห่งผู้เป็นทูตทั้ง 8
ประการตามคำสอนของพระพุทธศาสนาดังกล่าวมาแล้ว
จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าจะได้สอนเรื่องนี้ไว้ตั้งสองพันกว่าปีแล้ว
ก็ยังสามารถนำมาใช้ได้ดีกับสภาพการณ์ของโลกปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าวงการทูตสมัยปัจจุบันได้ใช้หลักการทูตทั้ง
8 ประการนี้กันอยู่เป็นประจำ
ซึ่งแสดงว่าหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ล้าสมัย
กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม
ดังได้กล่าวแล้วว่าเครื่องมือที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างอื่น
เช่น เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เครื่องมือทางวัฒนธรรมเป็นต้น
ย่อมเป็นเครื่องมือที่เสริมเครื่องมือทางการทูต
หรือเป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยเครื่องมือทางการทูตเป็นแกนนำ
ส่วนเครื่องมือทางทหารนั้น
พระพุทธศาสนาสนับสนุนในขอบเขตที่ใช้ทหารสำหรับป้องกันตนเอง
แต่ไม่สนับสนุนใช้กำลังทหารเพื่อรุกรานหรือข่มขู่ผู้อื่น กล่าวอีกนัยหนึ่ง
พระพุทธศาสนาไม่สนับสนุนการทำสงครามรุกรานผู้อื่น
แต่พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ขัดขวางการทำสงครามรุกรานผู้อื่น
แต่พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ขัดขวางการทำสงครามเพื่อป้องกันตนเองจากผู้รุกราน
เรื่องนี้จะเห็นได้จากการที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงคุณสมบัติของผู้เป็นทหารไว้ด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น